บริษัท เอส.เค. ฟิตติ้ง วาล์ว S.K. Fitting Valve

บอลวาล์ว (Ball Valve) คืออะไร?

บอลวาล์ว (Ball Valve) คืออะไร? หลักการทำงาน ประเภท วัสดุ และการเลือกใช้งานอย่างถูกต้อง

บอลวาล์ว (Ball Valve) คือวาล์วประเภท Quarter-turn valve ที่ใช้ลูกบอลทรงกลมเจาะรูทะลุเป็นกลไกควบคุมการไหล เมื่อหมุนก้านวาล์วเพียง 90 องศา ตำแหน่งของรูบนลูกบอลจะเปลี่ยนจากขนานแนวท่อ เป็นตั้งฉากแนวท่อ เพื่อเปิดหรือปิดการไหลทันที จุดเด่นสำคัญของบอลวาล์วคือความสามารถในการปิดสนิท (Tight Shut-off) โครงสร้างเรียบง่าย และความทนทานต่อแรงดันที่เหมาะสมกับงานอุตสาหกรรมและงานระบบท่อทั่วไป

ในทางวิศวกรรม บอลวาล์วถูกจัดอยู่ในกลุ่มวาล์วที่เน้นการเปิด–ปิด (On/Off Service) มากกว่าการควบคุมปริมาณแบบละเอียด เหมาะกับระบบของเหลวและก๊าซหลากหลายประเภท ตั้งแต่งานประปา งานลมอัด งานน้ำมัน ไปจนถึงงานกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรม

 

บอลวาล์ว (Ball Valve) คืออะไร

 

หลักการทำงานของบอลวาล์ว

โครงสร้างภายใน

หลักการทำงานของบอลวาล์วสัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างภายในของอุปกรณ์ ดังนั้นการวิเคราะห์องค์ประกอบจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ องค์ประกอบหลักของบอลวาล์วประกอบด้วย

  • ตัวเรือนวาล์ว (Body)
  • ลูกบอล (Ball) ที่มีรูทะลุเรียกว่า Port
  • ที่นั่งวาล์ว (Seat)
  • ก้านวาล์ว (Stem)
  • ซีลและโอริง (Seals & O-rings)

เมื่อแรงบิดถูกส่งผ่านจากมือหมุนหรือ Actuator ไปยัง Stem ลูกบอลจะหมุนไปตามแกน ทำให้รูบนลูกบอลเปลี่ยนทิศทางการไหล

Seat ทำหน้าที่ปิดผนึกระหว่างลูกบอลกับตัวเรือน วัสดุที่นิยมใช้คือ PTFE เนื่องจากมีแรงเสียดทานต่ำและทนสารเคมีได้ดี อย่างไรก็ตามอุณหภูมิใช้งานและแรงดันต้องอยู่ในขอบเขตที่วัสดุรองรับได้

กลไกการเปิด–ปิด

  • ตำแหน่งเปิด: รูบนลูกบอลขนานกับแนวท่อ ของไหลผ่านได้เต็มทาง
  • ตำแหน่งปิด: รูบนลูกบอลตั้งฉากกับแนวท่อ การไหลถูกปิดกั้น

เนื่องจากบอลวาล์วเป็น Quarter-turn valve จึงสามารถปิดได้รวดเร็วมาก ข้อดีคือควบคุมสถานะได้ทันที แต่ข้อควรระวังคือในระบบของเหลวที่มีความเร็วสูง หากปิดเร็วเกินไปอาจเกิด Water Hammer ซึ่งเป็นแรงดันกระแทกในท่อ

Full Bore และ Reduced Bore

Full Bore (Full Port) มีเส้นผ่านศูนย์กลางรูบนลูกบอลใกล้เคียงกับท่อ ทำให้แรงดันตกคร่อมน้อย เหมาะกับระบบที่ต้องการรักษาอัตราการไหลและลดความสูญเสีย

Reduced Bore มีขนาดรูเล็กกว่า ทำให้วาล์วมีขนาดกะทัดรัดและต้นทุนต่ำกว่า แต่จะเกิดแรงดันตกคร่อมมากขึ้น

ดังนั้น การเลือกประเภทต้องพิจารณา Flow coefficient (Cv) และความต้องการของกระบวนการเป็นหลัก

ประเภทของบอลวาล์ว

แบ่งตามจำนวนทางไหล

2 ทาง (2-way) ใช้สำหรับเปิด–ปิดการไหลหลัก
3 ทาง (3-way) ใช้สำหรับเปลี่ยนทิศทางหรือผสมการไหล แบ่งเป็น

  • L-port ใช้สลับทางไหล
  • T-port ใช้ผสมหรือกระจายการไหลหลายทิศทาง

4 ทาง ใช้ในระบบที่ต้องการการควบคุมซับซ้อน เช่น ระบบไฮดรอลิค

แบ่งตามลักษณะการเชื่อมต่อ

  • เกลียว (Threaded) เหมาะกับงานทั่วไป
  • หน้าแปลน (Flanged) เหมาะกับระบบโรงงาน
  • เชื่อม (Welded) ลดจุดรั่วซึม
  • ISO Top รองรับการติดตั้ง Actuator ตามมาตรฐาน ISO 5211

ประเภทเฉพาะทาง

  • Forged Valve เหมาะกับงานแรงดันสูง
  • บอลวาล์วไฮดรอลิค รองรับแรงดันสูงมาก
  • บอลวาล์วอัตโนมัติ ใช้ร่วมกับ Pneumatic หรือ Electric Actuator

บอลวาล์วอัตโนมัติ (Automation)

ในงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ บอลวาล์วไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหมุนเปิด–ปิดด้วยมือเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาเป็นระบบควบคุมอัตโนมัติได้โดยติดตั้ง Actuator เข้ากับก้านวาล์ว แทนการใช้แรงคนโดยตรง หลักการพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม คือการหมุนลูกบอลภายใน 90 องศา (Quarter-turn) เพื่อเปิดหรือปิดการไหล แต่การสั่งงานจะมาจากระบบควบคุม เช่น PLC, DCS หรือระบบ SCADA

การทำ Automation มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ

  • เพิ่มความแม่นยำในการควบคุมสถานะวาล์ว
  • ลดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานด้วยคน
  • รองรับการควบคุมจากระยะไกล
  • เพิ่มความปลอดภัยในระบบที่มีแรงดันสูงหรือของไหลอันตราย

มาตรฐานการติดตั้งหัวขับ

วาล์วที่ออกแบบตามมาตรฐาน ISO 5211 จะมีหน้าแปลนและตำแหน่งรูยึดที่รองรับการติดตั้ง Actuator ได้โดยตรง ลดความจำเป็นในการดัดแปลงโครงสร้าง และเพิ่มความสะดวกในการบำรุงรักษาในอนาคต

วัสดุของบอลวาล์ว

วัสดุตัวเรือน

  • ทองเหลือง เหมาะกับงานน้ำทั่วไป
  • Stainless Steel 304 เหมาะกับงานทั่วไปที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อน
  • Stainless Steel 316 เหมาะกับงานที่มีสารกัดกร่อนหรือคลอไรด์
  • เหล็กหล่อ ใช้ในระบบท่อขนาดใหญ่
  • PVC / CPVC / PP / GFPP / PVDF / PE เหมาะกับงานสารเคมีและระบบน้ำบางประเภท

วัสดุ Seat

  • PTFE ซีลดี แรงเสียดทานต่ำ
  • Metal Seat เหมาะกับอุณหภูมิสูง
  • Ceramic Seat เหมาะกับงานสึกหรอสูง

วัสดุ Seat เป็นปัจจัยจำกัดอุณหภูมิใช้งานของวาล์ว

วิธีเลือกบอลวาล์วให้เหมาะกับงาน

การเลือกบอลวาล์วไม่ควรพิจารณาเพียงขนาดท่อหรือรูปแบบการเชื่อมต่อเท่านั้น แต่ต้องประเมินเงื่อนไขทางวิศวกรรมของระบบโดยรวม ทั้งแรงดัน อุณหภูมิ ชนิดของของไหล และลักษณะการทำงานจริงพิจารณา Pressure Rating เช่น PN หรือ ASME Class
ต้องเลือกให้สอดคล้องกับแรงดันใช้งานสูงสุด (Maximum Operating Pressure) และตรวจสอบกราฟ Pressure–Temperature Rating ของรุ่นนั้น เนื่องจากแรงดันทนได้จะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ไม่ควรเลือกจากค่า PN หรือ Class เพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูเงื่อนไขอุณหภูมิร่วมด้วย

  1. ตรวจสอบอุณหภูมิใช้งานจริง
    อุณหภูมิของของไหลมีผลโดยตรงต่อวัสดุ Seat และซีล โดยเฉพาะวาล์วที่ใช้ PTFE ซึ่งมีขีดจำกัดด้านอุณหภูมิ หากเกินช่วงที่กำหนด อาจทำให้ Seat เสียรูปหรือรั่วซึมได้
  2. วิเคราะห์ชนิดของของไหลและความเข้ากันได้ของวัสดุ (Material Compatibility)
    ต้องพิจารณาว่าเป็นน้ำ ลม น้ำมัน สารเคมี หรือของไหลที่มีอนุภาคแขวนลอย หากมีสารกัดกร่อน ควรเลือก Stainless steel 316 หรือวัสดุพอลิเมอร์ที่เหมาะสม หากมีตะกอน ควรพิจารณา Full bore เพื่อลดการอุดตันและการสึกของ Seat
  3. พิจารณาอุตสาหกรรมการใช้งาน
    งานอาหารและยาอาจต้องการผิวสัมผัสที่สะอาดและวัสดุเฉพาะ งานเคมีต้องเน้นความทนสาร งานไฮดรอลิกต้องรองรับแรงดันสูง การเลือกต้องสอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของอุตสาหกรรมนั้น
  4. ประเมิน Flow Coefficient (Cv) และแรงดันตกคร่อม (Pressure Drop)
    ค่า Cv บ่งบอกความสามารถในการไหลผ่านของวาล์ว ต้องคำนวณให้เหมาะกับอัตราการไหลที่ต้องการ หากเลือกขนาดเล็กเกินไปจะเกิดแรงดันตกคร่อมสูง ความเร็วของของไหลเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่ Cavitation หรือการสึกหรอเร็วขึ้น

พิจารณาระดับแรงดัน (Pressure Rating)

ตรวจสอบว่า PN หรือ ASME Class ของวาล์วรองรับแรงดันใช้งานและแรงดันออกแบบได้เพียงพอ รวมถึงต้องดูความสัมพันธ์กับอุณหภูมิด้วย

การเลือกผิดอาจนำไปสู่ Cavitation, Seat เสียหาย หรืออายุการใช้งานสั้นลง เปรียบเทียบได้จากตารางนี้

ข้อดีของบอลวาล์ว

ข้อจำกัดของบอลวาล์ว

แรงดันตกคร่อมน้อย

ไม่เหมาะกับการควบคุมปริมาณระยะยาว

ปิดสนิท

Seat อาจจะสึกหรอเมื่อมีอนุภาคแขวนลอย

โครงสร้างเรียบง่าย

จำกัดอุณหภูมิจากวัสดุ Seat

บำรุงรักษาน้อย

เสี่ยงเกิด Water Hammer

ทำงานรวดเร็ว

อาจเกิด Cavitation และ Seat สึกหรอเมื่อเปิดค้างใน ΔP สูง

ตารางเปรียบเทียบบอลวาล์วกับวาล์วชนิดอื่น

หัวข้อเปรียบเทียบ

บอลวาล์ว (Ball Valve)

เกตวาล์ว (Gate Valve)

โกลบวาล์ว (Globe Valve)

บัตเตอร์ฟลายวาล์ว (Butterfly Valve)

หลักการทำงาน

ลูกบอลเจาะรู หมุน 90° (Quarter-turn)

แผ่น Gate เลื่อนขึ้น–ลง

แผ่น Disc เคลื่อนที่ตั้งฉากทางไหล

แผ่น Disc หมุนรอบแกนกลาง

ความเหมาะสมหลัก

เปิด–ปิด (On/Off)

เปิด–ปิด

ควบคุมปริมาณ (Throttling)

เปิด–ปิด และควบคุมบางช่วง

ความรวดเร็วในการทำงาน

เร็วมาก (หมุน 90°)

ช้า (ต้องหมุนหลายรอบ)

ปานกลาง

เร็ว (Quarter-turn)

ความสามารถในการปิดสนิท

ดีมาก (Tight shut-off)

ดีเมื่อซีลสมบูรณ์

ปานกลางถึงดี

ขึ้นกับชนิด Seat

แรงดันตกคร่อมเมื่อเปิดเต็ม

ต่ำ โดยเฉพาะ Full bore

ต่ำ

สูงกว่าแบบอื่น

ปานกลาง

ความเหมาะสมในการควบคุมอัตราการไหล

ไม่เหมาะกับการควบคุมระยะยาว

ไม่เหมาะ

เหมาะที่สุด

เหมาะระดับหนึ่ง

ขนาดและน้ำหนัก

ปานกลาง

ใหญ่และสูง

ปานกลาง

กะทัดรัด น้ำหนักเบา

ความเสี่ยง Water Hammer

มี หากปิดเร็ว

ต่ำกว่า

ต่ำ

มี หากปิดเร็ว

เลือกบอลวาล์วให้ตรงการใช้งานและมาตรฐานวิศวกรรม

บอลวาล์ว (Ball Valve) เป็นวาล์วแบบ Quarter-turn ที่ให้การเปิด–ปิดรวดเร็ว ซีลแน่น และโครงสร้างเข้าใจง่าย จึงถูกใช้แพร่หลายในระบบของเหลวและก๊าซ โดยหลักการคือหมุนลูกบอลเจาะรูเพื่อจัดตำแหน่งเปิดเต็มทาง หรือปิดกั้นทางไหล

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งานที่ถูกต้องเชิงวิศวกรรม ต้องมองให้ครบทั้ง Pressure rating (PN/Class) ที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิ วัสดุของ body และโดยเฉพาะ seat (เช่น PTFE หรือ metal seat) รวมถึงสภาวะไหลที่อาจสร้างปัญหาอย่าง water hammer หรือ cavitation/flashing ในบางกระบวนการ

ถ้าตั้งโจทย์ให้ชัดว่าต้องการ on/off ที่แน่นและเร็ว เลือกชนิดทางไหล (2-way/3-way L-port, T-port), เลือก full bore หรือ reduced bore ตาม ΔP และดูมาตรฐานการติดตั้งหัวขับ (เช่น ISO 5211) สำหรับงานอัตโนมัติ คุณจะได้บอลวาล์วที่ทำงานได้ตรงหน้าที่ อายุการใช้งานเหมาะสม และลดความเสี่ยงหน้างานได้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบอลวาล์ว (FAQ)

ขึ้นกับวัสดุ Seat และ Pressure–Temperature Rating

ขึ้นกับ PN หรือ Class ที่ระบุ

ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและสารที่ใช้งาน

โดยหลักไม่เหมาะกับงานควบคุมระยะยาว

โดยทั่วไปบำรุงรักษาน้อย แต่ควรตรวจสอบ Seat และซีลตามรอบการใช้งาน

Facebook
Twitter
LinkedIn

Related Reference

หน้าแปลน 5K, 10K และ 20K ต่างกันอย่างไร

หน้าแปลน 5K vs 10K vs 20K ต่างกันอย่างไร – บริษัท เอส.เค. ฟิตติ้ง วาล์ว S.K. Fitting Valve

หน้าแปลน 5K, 10K และ 20K ต่างกันอย่างไร หน้าแปลนที่มีขนาดท่อเท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานแทนกันได้เสมอ เพราะแต่ละรุ่นอาจมีระดับแรงดัน ความหนา จำนวนรู Bolt ระยะ PCD และมาตรฐานที่แตกต่างกัน หากเลือกไม่ตรงกับระบบเดิมอาจติดตั้งไม่ได้หรือเกิดปัญหารั่วซึมในภายหลัง หน้าแปลน 5K, 10K และ 20K เป็นระดับแรงดันตามมาตรฐาน JIS ที่ใช้กันแพร่หลายในงานระบบท่อ โดยแต่ละระดับเหมาะกับเงื่อนไขการใช้งานต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความผิดพลาดในการจัดซื้อและติดตั้งได้มากขึ้น  ค่า K บนหน้าแปลนต้องดูจากอะไรบ้าง  ค่า K บนหน้าแปลนเป็นระดับการออกแบบด้านแรงดันตามมาตรฐาน JIS ซึ่งส่งผลต่อขนาด ความหนา จำนวนรู Bolt และการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นในระบบ โดยทั่วไปตัวเลขที่สูงขึ้นจะสัมพันธ์กับงานที่ต้องการระดับแรงดันสูงขึ้น และมักมีรายละเอียดด้านการติดตั้งแตกต่างกันตามมาตรฐานที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ค่า K ไม่ใช่ตัวเลขแรงดันใช้งานแบบตายตัว และไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการเลือกอุปกรณ์ ความเหมาะสมในการใช้งานจริงยังขึ้นอยู่กับวัสดุ อุณหภูมิ Pressure-Temperature Rating รวมถึงการเลือก Gasket และ Bolt ที

อ่านต่อ
ท่อเหล็กดำ vs ท่อเหล็กชุบสังกะสี ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหน

ท่อเหล็กดำ vs ท่อเหล็กชุบสังกะสี ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหน – บริษัท เอส.เค. ฟิตติ้ง วาล์ว S.K. Fitting Valve

ท่อเหล็กดำ vs ท่อเหล็กชุบสังกะสี ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหน สำหรับหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร โรงงาน งานระบบน้ำ หรืองานโครงสร้าง การเลือกท่อมักเริ่มจากขนาด ราคา หรือคำเรียกที่คุ้นเคยในหน้างาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกวัสดุโดยไม่พิจารณาสภาพแวดล้อม พื้นที่ติดตั้ง ความชื้น การใช้งานกลางแจ้ง หรือการสัมผัสน้ำ อาจทำให้เกิดสนิมเร็วกว่าที่คาด ต้องตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงบ่อยขึ้น แม้ท่อทั้งสองประเภทจะมีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกันในหลายงาน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การป้องกันผิวและความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ไม่ใช่เพียงเรื่องสีผิวหรือราคาเท่านั้น การเข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เลือกวัสดุได้เหมาะกับงานมากขึ้น และวางแผนการดูแลรักษาได้สอดคล้องกับสภาพใช้งานจริง ท่อเหล็กดำและท่อเหล็กชุบสังกะสีต่างกันอย่างไร ท่อเหล็กดำและท่อเหล็กชุบสังกะสีต่างกันหลัก ๆ ที่การป้องกันผิววัสดุ โดยท่อเหล็กดำไม่มีชั้นเคลือบสังกะสี เหมาะกับงานภายในหรือพื้นที่ที่ควบคุมความชื้นได้ และสามารถตัดเชื่อมได้สะดวก ส่วนท่อเหล็กชุบสังกะสีมีการเคลือบสังกะสีเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดสนิมและทนต่อความชื้นได้ดีกว่า จึงมักเหมาะกับงานภายนอก

อ่านต่อ
ท่อมีตะเข็บ vs ท่อไร้ตะเข็บ ใช้งานต่างกันอย่างไร

ท่อมีตะเข็บ vs ท่อไร้ตะเข็บ ใช้งานต่างกันอย่างไร – บริษัท เอส.เค. ฟิตติ้ง วาล์ว S.K. Fitting Valve

ท่อมีตะเข็บ vs ท่อไร้ตะเข็บ ใช้งานต่างกันอย่างไร หลายโครงการมักเลือกท่อจากราคา ขนาด หรือเลือกใช้แบบเดิมที่เคยสั่งอยู่แล้ว โดยยังไม่ได้พิจารณาให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง เช่น แรงดัน อุณหภูมิ ชนิดของน้ำหรือของเหลวที่ลำเลียงผ่าน ผลคือบางงานใช้สเปกสูงเกินความจำเป็นจนต้นทุนสูงเกินจำเป็น ขณะที่บางงานกลับเลือกสเปกต่ำเกินไป ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการใช้งานและมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงตามมา  ดังนั้น การเลือกใช้ท่อมีตะเข็บหรือท่อไร้ตะเข็บควรดูจากเงื่อนไขการใช้งานของระบบเป็นหลัก มากกว่าตัดสินจากชื่อสินค้า ราคา หรือความเชื่อว่าท่อประเภทใดประเภทหนึ่งดีกว่าเสมอไป ท่อมีตะเข็บและท่อไร้ตะเข็บต่างกันอย่างไร ความแตกต่างของท่อทั้งสองประเภทอยู่ที่กระบวนการผลิต โดยท่อมีตะเข็บ คือ กลุ่ม Welded Pipe ซึ่งตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ERW (Electric Resistance Welded) ผลิตจากแผ่นเหล็กที่ขึ้นรูปเป็นทรงกระบอกแล้วเชื่อมรอยต่อ จึงมีแนวเชื่อมตลอดความยาวท่อ ส่วนท่อไร้ตะเข็บ (Seamless Pipe) จะผลิตจากเหล็กที่ขึ้นรูปเป็นท่อโดยไม่มีรอยเชื่อมตลอดแนว ทำให้เนื้อโลหะมีความต่อเนื่องทั้งเส้น แต่ท่อชนิดนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกงานเสมอ

อ่านต่อ
Safety Valve คืออะไร เซฟตี้วาล์ว คือ

Safety Valve คืออะไร? หลักการทำงาน ประเภท และต่างจาก Relief Valve อย่างไร

เซฟตี้วาล์ว (Safety Valve) คือวาล์วนิรภัยที่ใช้ระบายแรงดันเกินออกจาก ระบบโดยอัตโนมัติ เมื่อแรงดันภายในระบบสูงกว่าค่าที่ตั้งไว้ หรือ Set Pressure วาล์วจะเปิดเพื่อระบายออก และเมื่อแรงดันลดลงถึงระดับที่กำหนด วาล์วจะปิดกลับเพื่อให้ระบบทำงานต่อได้ตามปกติ โดยทั่วไป Safety Valve มักใช้กับของไหลที่บีบอัดได้  (compressible fluid)  เช่น ไอน้ำ ก๊าซ ซึ่งเป็นระบบที่ต้องการการระบายแรงดันอย่างรวดเร็วเมื่อแรงดันสูงเกินค่าที่กำหนด  วาล์วชนิดนี้จึงเป็นอุปกรณ์หลักด้านความปลอดภัยในระบบ Boiler, Pressure Vessel, ถังลม, ระบบไอน้ำ, ระบบก๊าซ และอุปกรณ์แรงดันอื่น ๆ หากเลือก Safety Valve ผิดขนาด ตั้งค่าไม่เหมาะสม หรือเลือกวัสดุไม่ตรงกับของไหลและอุณหภูมิใช้งาน วาล์วอาจเปิดผิดจังหวะ ระบายแรงดันไม่ทัน หรือปิดกลับไม่สนิท ซึ่งส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ Safety Valve ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ Safety Valve  อยู่บนความสมดุลระหว่างแรงดันในระบบกับแรงต้านของสปริง เมื่อแรงดันยังต่ำกว่าค่า Set Pressure สปริงจะกด Disc ให้แนบกับ Seat เพื่อปิดทางระบายไว้ แต่เมื่อแรงดันสูงเกินค่าที่ตั้งไว

อ่านต่อ